ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2559)

วารสารวิจิตรศิลป์ ศิลปะสร้างตัวตน

ดาวน์โหลด : วารสารวิจิตรศิลป์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2559 ฉบับสมบูรณ์ (270 downloads )

สารบัญ

- 1 -
การถวิลหาความรู้สึกในอดีตผ่านผลงานทัศนศิลป์
กรณีศึกษาผลงานจิตรกรรมของปีเตอร์ ดอยจ์
Nostalgia in Visual Art: A Study of Nostalgic Painter – Peter Doig.
กระสินธุ์ อินสว่าง : Krasin Inswang

- 65 -
การแสดงและนักแสดงเควียร์:
การสร้างอัตลักษณ์เควียร์ของสังคมไทยผ่านละครนอก
Queer Performance, Queer Performers:
the Shaping of Thai Queer Identity Through Lakhon Nok
สุระ อินตามูล : Sura Intamool

- 91 -
วัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ จังหวัดเชียงใหม่
Tai Yai’s Musical Performing Culture in Chiang Mai Province
ขำคม พรประสิทธิ์ : Kumkom Pornprasit

- 143 -
การศึกษางานสร้างสรรค์จิตรกรรมบาติกจากลวดลายล้านนา จังหวัดลำปาง
The study on the creative work of batik painting
with Lanna motifs of Lampang province
วราภรณ์ ภูมลี : Waraporn Poommalee

- 193 -
การศึกษาอัตลักษณ์เพื่อพัฒนาภาพลักษณ์กรมการแพทย์แผนไทย
และแพทย์ทางเลือก
The Study identities to develop an image of Department
of Thai Traditional and Alternative Medicine.
อรัญ วานิชกร : Aran Wanichakorn

- 255 -
การสร้างพื้นที่ทางสังคมของช่างไทใหญ่ผ่านการฉายภาพวรรณกรรม
เรื่องบัวระวงศ์หงส์อามาตย์ในงานจิตรกรรมวัดสบลี
Social Space Construction from Tai Yai Craftsman on pictorial literature
from Buarawong Hong Amat in Painting at Wat Sop lee.
ชาญคณิต อาวรณ์ : Chankhanit Arvorn

- 289 -
หลักเกณฑ์การจัดทำต้นฉบับบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารวิจิตรศิลป์
The Guideline for Submitting Articles for
the Publication in the Journal of Fine Arts

0

การถวิลหาความรู้สึกในอดีตผ่านผลงาน
ทัศนศิลป์ กรณีศึกษาผลงานจิตรกรรม
ของปีเตอร์ ดอยจ์

กระสินธุ์ อินสว่าง
คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทคัดย่อ

บทความวิชาการนี้ เป็นการศึกษาประเด็นแนวทางการถวิลหาอดีต (Nostalgia) ในงานศิลปะกรณีศึกษาผลงานจิตรกรรมของปีเตอร์ ดอยจ์ (Peter Doig)การศึกษาในบทความนี้แบ่งออกเป็นสามหมวดหลักได้แก่ 1. โครงสร้างความหมายของคำและประวัติศาสตร์ศิลปะนอสแตลเจีย ตั้งแต่ช่วงหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยอาศัยการกำเนิดกล้องถ่ายภาพเป็นจุดเริ่มต้นสู่การศึกษารูปแบบและกรรมวิธีในการนำเสนอผลงานศิลปะร่วมสมัย 2. ความหมายและปัจจัยของนอสแตลเจียในมิติของนักจิตวิทยาและนักมานุษยวิทยา 3. การวิเคราะห์เหตุปัจจัยและที่มาในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของปีเตอร์ ดอยจ์ ในแนวทางการถวิลหาอดีต โดยจำแนกเป็นสามช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงระหว่างการศึกษา ช่วงต้นของการก้าวเข้าสู่อาชีพศิลปิน และช่วงประกอบอาชีพศิลปิน

การวิเคราะห์ผลงานของปีเตอร์ ดอยจ์ จะใช้พื้นฐานสี่ปัจจัยหลัก ได้แก่ ที่มาของแรงบันดาลใจ แนวความคิด ทัศนธาตุทางศิลปะ และการวิเคราะห์อัตลักษณ์ เพื่อนำไปสู่การศึกษาทำความเข้าใจรูปแบบของงานศิลปะแนวทางการถวิลหาอดีต รวมทั้งการศึกษาแนวทางการปฏิบัติงานของจิตรกรร่วมสมัยที่ให้ความสำคัญกับนัยยะของพื้นที่ สถานที่ เวลา และประวัติศาสตร์

ผลจากการศึกษาพบว่า ศิลปะแนวทางการถวิลหาอดีตมีพัฒนาการอย่างชัดเจนตั้งแต่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม จากเหตุปัจจัยทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและรูปแบบทางศิลปะ ซึ่งมีอิทธิพลต่อผลงานศิลปะร่วมสมัย กรณีศึกษาผลงานจิตรกรรมของปีเตอร์ ดอยจ์ พบว่า ศลิ ปินมักอาศัยประสบการณต์ รงที่ไดรั้บจากการโยกย้ายถิ่นฐานและการเดินทางตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นแรงบันดาลใจหลักในการสร้างสรรค์ศิลปะผลงานจิตรกรรมของดอยจ์ไม่ได้เป็นแค่การจำลองสถานการณ์ สถานที่ และช่วงเวลาในอดีตเท่านั้น แต่ยังได้ผนวกความคิดเรื่องเวลาในปัจจุบันเข้าไว้ในผลงานด้วย

0

การแสดงและนักแสดงเควียร์:
การสร้างอัตลักษณ์เควียร์ของสังคมไทย
ผ่านละครนอก

สุระ อินตามูล
ภาควิชาภาษาอังกฤษ
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งศึกษาละครนอกซึ่งเป็นการแสดงดั้งเดิมของไทยประเภทหนึ่ง อันประกอบด้วยผู้แสดงชายซึ่งแต่งกายเป็นตัวละครหญิง การแสดงประเภทนี้สามารถศึกษาได้ด้วยกรอบทฤษฎีเควียร์ของตะวันตก จากการศึกษาในที่สุดพบว่าขนบทางการละครและและความเชื่อในสังคมเอื้อต่อการแต่งกายเป็นตัวละครหญิงของนักแสดงชายในละครนอก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีอัตลักษณ์ทางเพศแบบ เควียร์ ทำาให้การแสดงเป็นที่ยอมรับ ในสังคมไทย ดังนั้นสังคมไทยจึงยอมให้ อัตลักษณ์เควียร์โดยเฉพาะคนข้ามเพศนั้นดำารงอยู่ได้

0

วัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ จังหวัดเชียงใหม่

ขำคม พรประสิทธิ์
ภาควิชาดุริยางคศิลป์คณะศิลปกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทคัดย่อ

งานวิจัยเรื่องวัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ที่ปรากฏในจังหวัดเชียงใหม่และรวบรวมทำานองเพลง ผลการวิจัยพบการอ่านธรรมการเฮ็ดความ การตีกลองก้นยาว การตีกลองมองเซิง การเป่าปี่นำ้าเต้า การดีดติ่งตุม การตีสีคาบและการบรรเลงวงดนตรีที่เรียกว่าดนตรีจ้าดไต และยังพบว่าจังหวัดเชียงใหม่มีการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ ที่มีความเข้มแข็งมากที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยด้วย

การศึกษาการบรรเลงดนตรีไทใหญ่พบว่า การตีวงกลองก้นยาวมีการใช้เครื่องกำากับจังหวะขึ้นต้นทุกครั้ง สำานวนช่วงลงจบการตีกลองก้นยาวไม่ว่าจะตีด้วยวัตถุประสงค์ใดจะลงจบด้วยเสียงปิดหรือการหยุดเสียงด้วยการตีกดลงบนหน้ากลองทั้งสิ้น และกระสวนทำานองกลองเมื่อนำาไปใช้ต่างโอกาสสามารถนำามาตีทดแทนกันไปมาได้ การตีกลองมองเซิง มีลักษณะที่โดดเด่นคือขึ้นต้นด้วยเสียงฉาบเป็นอันดับแรกเพื่อลักษณะเสียงที่อ่อนหวาน เสียงกลองมองเซิงได้แก่ “เสียงตึง” จะตีพร้อมกับเสียงมอง และลักษณะกระสวนทำานองกลองมองเซิงปรากฏ 6 กระสวนหลัก การเป่าปี่นำ้าเต้าพบลักษณะการเป่าทำานองยาวๆ โดยไม่มีจังหวะเข้ามาควบคุม ทำานองส่วนใหญ่ใช้เสียงทางเสียงสูงและมีการรวบเสียง การดีดติ่งตุม เป็นการดีดไม้ไผ่ด้วยมือขวาและมือซ้ายประกอบกันเพื่อเลียนแบบให้เกิดเป็นทำานองอย่างกลองก้นยาวและกลองมองเซิง โดยมือขวาจะดีดยืนเป็นเสียงมอง มือซ้ายดำาเนินทำานองกลอง การตีสีคาบเป็นลักษณะการกำากับจังหวะหนัก เช่นเดียวกับการตีกรับในวงดนตรีไทย เพื่อให้การบรรเลงรวมวงเกิดความหนักแน่น และเพื่อเป็นจังหวะให้กับนักดนตรีทุกคนสามารถบรรเลงได้ พร้อมเพรียงกัน

การศึกษาและรวบรวมทำานองเพลงที่ปรากฏพบว่า การอ่านธรรม ถือได้ว่า เป็นภูมิปัญญาไทใหญ่ โดยผู้สูงอายุที่ได้รับการยอมรับในสังคม ใช้เป็นสื่อในการสอนคนในสังคมและเยาวชนให้เป็นคนดี การอ่านธรรมมีการใช้เสียงน้อยที่สุด 3 เสียงและใช้เสียงมากที่สุดไม่เกิน 5 เสียง ทำานองส่วนใหญ่เมื่อขึ้นต้นด้วยเสียงใดจะจบทำานองสุดท้ายด้วยเสียงเดิม การดำาเนินทำานองยังพบการลากเสียงไหลเป็นคู่ 2 คู่ 3 คู่ 5 และพบว่าการลากเสียงลูกตกของทำานองเพลงห้องที่ 3 การเฮ็ดความ แบ่งทำานองออกเป็น 4 วรรค แต่ละวรรคมีแนวการบรรเลงแตกต่างกัน วรรคแรกจังหวะช้า วรรคที่ 2 จังหวะ “ช้า-เร็ว-ช้า” วรรคที่ 3 จังหวะเร็วขึ้น 1 เท่าตัวจากวรรคที่ 1 วรรคสุดท้ายเป็นทำานองลงจบมีลีลาคล้ายการพูดและจบท้ายด้วยการลากเสียงร้องยาว ส่วนเสียงของลูกตกวรรคที่ 1 วรรคที่ 2 และวรรคที่ 4 เป็นเสียงเดียวกันคือเสียงซอล ส่วนวรรคที่ 3 มีลูกตกเสียงทีทำานองดนตรีจ้าดไต เป็นทำานองเพลงที่เน้นเนื้อร้องเพื่อดำาเนินเรื่องราวเป็นสำาคัญ ดนตรีทำาหน้าที่บรรเลงคลอไปกับเสียงร้องและบรรเลงรับทำานองเดียวกับการขับร้องโดยไม่เน้นการเปลี่ยนแปลงทำานองเป็นอย่างอื่น การบรรเลงมีทำานอง ขึ้นต้นหรือท่อนนำาก่อนเข้าสู่บทร้อง พบการใช้เสียงครบทั้ง 7 เสียงเรียงร้อยเป็นทำานอง ทำานองร้องจะร้องเป็นเสียงตรงไปตามคำาร้องที่กำาหนดในบทเพลง นั้น ไม่มีการร้องเอื้อนประกอบ หากไม่มีคำาร้องจะมีการกำาหนดเสียงลูกตก ที่สมำ่าเสมอกันทุกวรรคเพลง และพบลักษณะการใช้เสียงเรียงกันปรากฏทั้งเรียง 3 เสียงและเรียง 4 เสียงเป็นส่วนใหญ่

0

การศึกษางานสร้างสรรค์
จิตรกรรมบาติกจากลวดลายล้านนา
จังหวัดลำาปาง

วราภรณ์ ภูมลี
สาขาศิลปะและการออกแบบคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำาปาง

บทคัดย่อ

การศึกษางานสร้างสรรค์จิตรกรรมบาติกลวดลายล้านนา จังหวัดลำาปางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลวดลาย การประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมล้านนาของ วัดพระธาตุลำาปางหลวง วัดปงยางคก และวัดไหล่หิน ซึ่งได้นำาเอาแรงบันดาลใจจากการได้ศึกษาจากสถานที่จริง รูปแบบลักษณะลวดลายของช่างชาวล้านนา ในการตกแต่งภายในและภายนอกวิหาร รวมถึงซุ้มประตูโขงและธรรมาสน์ โดยมีการถ่ายทอดลวดลายเป็นผลงานจิตรกรรมเทคนิคบาติกลายเขียน 3 ชุด จำานวน 8 ชิ้น จากนั้นจึงนำาผลงานมาวิเคราะห์เนื้อหาและรูปทรงการแสดงออกของทัศนธาตุ

เมื่อ ถูกบีบ คั้นจากทางการเมืองจึงได้ก่อการกบฏขึ้นและถูกปราบปรามอย่างรุนแรง การส่งกองทัพจีนเข้ามาปราบกบฏทำให้เจ้านายลื้อสูญเสียอำนาจในการปกครองไพร่บ้านพลเมืองของตน ปรากฏการณ์เช่นนี้เหมือนกับสมัยการปฏิรูปการปกครองที่รัฐบาลกรุงเทพฯ เข้ามาจัดระบบการเก็บภาษีใหม่ทำให้เกิดกบฏพญาปราบและกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ในล้านนา รวมถึงกบฏผีบุญในภาคอีสาน ชุกชีภายในวิหารนำ้าแต้ม รวมถึงพุทธศิลป์ เช่น ลวดลายจากธรรมาสน์ที่แกะสลักจากไม้ภายในวิหารหลวงวัดพระธาตุลำาปางหลวง ต้นศรีมหาโพธิ์ และลาย หม้อดอก (ปูรณฆฏะ) วิหารจามเทวี วัดปงยางคก ลวดลายปูนปั้นซุ้มประตูโขงและปูนปั้นลายหม้อดอก (ปูรณฆฏะ) ฐานชุกชี วัดไหล่หิน การประยุกต์ลวดลายผ่านรูปแบบจิตรกรรมบาติกและใช้ในการเรียนการสอน เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ การเผยแพร่ศิลปะล้านนาของจังหวัดลำาปางนับวันจะเลือนหายให้เป็นที่รู้จักในเชิงผลงานจิตรกรรมที่สามารถพัฒนาองค์ความรู้ รูปแบบลวดลายต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ เครื่องแต่งกายหรือของตกแต่งให้เข้าถึงบุคคลทั่วไปให้ได้รับสุนทรียภาพจากความงามของลวดลายล้านนามากขึ้น

0

การศึกษาอัตลักษณ์เพื่อพัฒนา
ภาพลักษณ์กรมการแพทย์แผนไทย
และการแพทย์ทางเลือก

อรัญ วานิชกร
สาขาวิชาการออกแบบทัศนศิลป์คณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

บทคัดย่อ

การศึกษาอัตลักษณ์เพื่อพัฒนาภาพลักษณ์กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นวิจัยเชิงสร้างสรรค์ศิลปกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอัตลักษณ์และเรื่องราว ความเป็นมาความสำาคัญของการแพทย์แผนไทยและวัฒนธรรมองค์กรของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2) เพื่อพัฒนาอัตลักษณ์องค์กรและสร้างต้นแบบองค์ประกอบร่วมทางศิลปกรรมที่ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ที่เป็นรูปธรรม โดยทุกองค์ประกอบมีความสอดคล้องกันการวิจัยและสร้างสรรค์ครั้งนี้ต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง “ภาพลักษณ์การแพทย์แผนไทย การออกแบบสู่ความเป็นศูนย์กลางอาเซียน” โดยเน้นการมีส่วนร่วมในชุมชนการแพทย์แผนไทยด้วยการบริการวิชาการด้านทักษะทางวิชาชีพทางศิลปกรรมซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้แบบ SECI Model โดยเริ่มจากการศึกษาภาคเอกสาร การประชุมกลุ่ม การลงพื้นทีสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม การวางแผนเพื่อสร้างข้อกำาหนดในการสร้างสรรค์ การบูรณาการองค์ความรู้ทางศิลปกรรมเพื่อพัฒนาต้นแบบรูปธรรมเพื่อแสดงภาพลักษณ์การแพทย์แผนไทย ผ่านองค์กรผู้กำาหนดนโยบาย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ผลการวิจัยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 องค์ความรู้อันเกิดจากการศึกษาวิจัย (Research) เพื่อสร้างให้เกิดภาพจำาและการหวนระลึกถึง คุณค่า ความเชื่อมั่นศรัทธาในการแพทย์แผนไทยให้ปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติงานและผู้ใช้บริการการแผนไทย ได้แก่ อัตลักษณ์จากบรมครูแห่งการแพทย์แผนไทย อัตลักษณ์ท่านวดไทยอัตลักษณ์หม้อยาไทย และอัตลักษณ์อื่นๆ ส่วนที่ 2 การสังเคราะห์ผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปกรรมเพื่อการแพทย์แผนไทย ได้แก่ 1) ออกแบบตราสัญลักษณ์องค์กรและประติมากรรมผสานป้ายชื่อของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2) ศิลปะประดับผนังหน้าอาคาร (Wall Art) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกขนาดกว้าง 8 เมตร สูง 12 เมตร ลึก 1 เมตร โดยได้รับการเสนอแนะจากหน่วยงานให้เป็นอนุสรณ์เพื่อระลึกถึงคุณูปการของหมอไทยต่อแผ่นดินสยาม 3) ประติมากรรมกึ่งเสมือนจริงรูปทรงหม้อยาไทย 4) ประติมากรรมลอยตัวท่วงท่าฤๅษีดัดตนได้แนวคิดจากท่าต่างๆ ของฤษีดัดตนโดยทุกองค์ประกอบมีความสอดคล้องกับอัตลักษณ์ และเรื่องราวของการแพทย์แผนไทย

0

การสร้างพื้นที่ทางสังคมของช่างไทใหญ่
ผ่านการฉายภาพวรรณกรรม
เรื่องบัวระวงศ์หงส์อามาตย์
ในงานจิตรกรรมวัดสบลี

ชาญคณิต อาวรณ์
สาขาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยพะเยา/em>

บทคัดย่อ

ความนิยมการเสพวรรณกรรมแบบชาวบ้าน (การเล่าค่าว – การฟังค่าว – ค่าวธรรม) เปิดพื้นที่ให้จิตรกรรมพุทธประวัติหรือพุทธชาดกถูกแทนที่ความนิยมด้วยชาดกนอกนิบาต การฉายภาพจิตรกรรมจึงเป็นการสร้างความจริงเชิงประจักษ์ให้แก่กลไกการเสพความบันเทิงของชาวบ้านดังเรื่องบัวระวงศ์หงส์อามาตย์แห่งวัดสบลี เบื้องหลังภาพจิตรกรรมยังเป็นการแสดงตัวตนของช่างไทใหญ่ผ่านพื้นที่วัฒนธรรมในล้านนา ขณะเดียวกันก็อาจแสดงให้เห็น “การพลัดถิ่น” ที่นำาเอาความหมายของตัวละครในวรรณกรรม/จิตรกรรม มาสร้างสรรค์ภายใต้บริบทการอพยพโยกย้ายของผู้คนไทใหญ่หรือผู้คนตัวเล็กตัวน้อยที่ปะทะประสานความสัมพันธ์เชิงอำานาจขึ้นในช่วงราวปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ถึงครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ 25 อีกด้วย

0
0

0

This entry was posted in ไม่มีหมวดหมู่. Bookmark the permalink.